"จะให้ลูกเป็นนักกีฬาไปทำไม" ค่านิยมคนไทยต้องให้เรียนเก่งไว้ก่อน


คำถามที่โดนมาตลอด ในขณะที่หลายคน เอาลูกมาอวดว่าไปเรียนกวดวิชาที่ไหน สอบโรงเรียนดังๆที่ไหนบ้าง คะแนนสอบได้ดีเด่นขนาดไหน  มาเจอกับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวที่ไม่เน้นกวดวิชา เสาร์อาทิตย์มีไว้ออกไปเล่น และ กีฬา คือหนึ่งในกิจกรรมที่ต้องมีแทบทุกสัปดาห์

ตั้งแต่ 4-5 ขวบ ทางบ้านก็ให้ลูกสาวไปเล่นเทควันโดแล้ว แรกๆก็เน้นที่ท่ารำ เน้นที่ออกกำลังกาย สนุกๆ ไปๆมาๆ  ครูเเห็นว่า มีแววต่อสู้ได้ดี พาไปลงแข่งหลายรายการ ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เรียนเทควันโด ไปแข่งมาทั้งรายการเล็ก ใหญ่ เอกชน รายการจริงจัง วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้ไปไหนหรอก ถ้าไม่แข่ง ก็ไปซ้อม

แล้วลูกสาวก็มาเปิดใจว่า พอแล้ว ไม่ชอบการแข่ง ต่อสู้ ไม่ชอบการเอาชนะ

เลยเปลี่ยน มาเป็นเอาชนะตัวเองกัน เริ่มพากันวิ่งออกกำลังกาย ศึกษาเรื่องการวิ่ง การฝึกวิ่ง  โดยมีเพื่อนที่เป็นโค้ชวิ่งอาชีพอยู่ต่างประเทศช่วยแนะนำ ช่วยเทรนให้ ช่วยจูงใจให้เค้าสนุก จากการวิ่งเรื่อยๆ สู่การตั้งเป้าหมายเวลา ไปงานวิ่งเป็นระยะๆ ตั้งเป้าหมายไปเอาชนะตัวเอง
11 จนถึง 14 ปี คือช่วงเสลาที่วิ่งกันเกือบทุกวัน

จนได้มีเพื่อน มีสังคม มีคนชวนไปร่วมกับทีมไตรกีฬา ไปร่วมทีมผลัด เป็นคนวิ่งให้ลูกๆของเพื่อนๆนี่แหละ ไม่ใช่เพื่อชนะ แต่เพื่อตั้งเป้าหมายแล้วเอาชนะตัวเอง เอาชนะเพื่อเพื่อนๆในทีม เพื่อนเราว่ายน้ำมาทำเวลาดีแล้ว เพื่อนเราปั่นจักรยานจนสุดๆแล้ว ก็รับช่วงต่อ วิ่ง  ทำเวลาให้ดีที่สุด สุดท้ายผลจะแพ้หรือชนะไม่สำคัญแล้ว

สำหรับคนที่ติดตามอ่านเรือ่งกันมา ก็คงจะพอรู้ว่า ตอนนี้ลูกสาว ไปเรียนมัธยมปลายที่อเมริกาแล้ว หลังจากที่โรงเรียนซึ่งไปเรียนแลกเปลี่ยน ตอน ม.4 ลองให้ยื่นขอทุนเรียนและได้ทุนการศึกษา เรียนจนจบไฮสคูลที่นั่นได้ ตอนนี้ก็กำลังจะจบเกรด 11 ขึ้นซีเนียร์กลางปีนี้แหละ

ส่วนสำคัญที่ทำให้ได้พิจารณาคือ ใน port folio  มีกิจกรรมเยอะมาก และ มีภาพ กับผลงานการแข่งกีฬามาทั้งเทควันโด วิ่ง และ ทีมไตรกีฬา
ถ้าผมจะบอกว่า มันทำให้พอร์ท"ดูดี" ก็คงไม่ผิดนัก ส่วนการเรียน ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พิจารณาทุนได้ ตั้งแต่ตอนโครงการแลกเปลี่ยนก็ผ่านเกณฑ์สบายๆ ตอนนี้เรียนทุนของโรงเรียน ก็มีกำหนดเกรดเอาไว้ ซึ่งก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

สิ่งสำคัญที่กีฬา สอนให้เด็ก เติบโต ทั้งร่างกายและจิตใจคือ



ความอดทน
เพราะทุกกีฬาต้องอดทน ทำซ้ำๆ ทำดีแล้วก็ต้องดีขึ้นอีก ต้องมีวินัยและไม่ยอมแพ้ ในขณะที่เด็ก Gen Z มีปมปัญหา"ความอดทน" ผมเลือกที่จะให้ลูกเล่นกีฬามากกว่าไปเรียนพิเศษ ให้ไปฝึกจิตใจกับครู กับโค้ช ของเค้า แทนการกวดวิชาในห้องเรียน และ แบกความคาดหัง แบกหน้าที่ ที่พ่อม่ยัดเยียดให้ต้องเรียนให้ดี (เพื่อให้พ่อแม่เอาไปคุยกัน?)

พัฒนาอารมณ์
เคยเห็นเด็กที่ผิดหวังแล้วกรี๊ดๆๆ ไม่ได้ดังใจแล้วก้าวร้าวมั้ยครับ? กีฬา สอนให้แพ้เป็น สอนให้รู้จักชนะเป็น ชนะยังไง ให้วันนึงเรารู้จักยอมรับความแพ้ได้ แพ้ยังไง ให้เรายังไม่ยอมล้ม นี่คือทักษะสำคัญของชีวิต สำคัญกว่าการคิดเลขห้เก่ง สำคัญกว่าติวเพื่อเข้าสายวิมย์ให้ได้ สำคัญกว่าแข่งกันสอบแข่งกันสนับสนุนโรงเรียนดัง

รู้ว่าเส้นชัย อยู่ไกล
ไม่มีกีฬาไหน ที่เริ่มวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะสำเร็จ ต่อให้สำเร็จได้ในก้าวนี้ ยังมีขั้นต่อไปที่ต้องไปให้ได้ แข่งรายการนี้ เข้ารอบสุดท้าย รายการหน้าดูแล้วมีโอกาสชิงเหรียญได้ เราจะรู้ว่าเป้าหมาย ควรตั้งแค่ไหน และ รู้ว่า วันนี้ เป้าหมายของเราแค่นี้ แต่วันหน้า มีอะไรที่รออยู่ พอมาใช้เรื่องการเรียน  ชีวิต การงานรับผิดชอบ ทั้งหมดก็เป็นบทเรียนสำคัญ



ผมมีเพื่อนที่อายุจะ 50 แล้ว แต่ชีวิตยังไม่สุขเลย ทั้งที่ อดีตเป็นเด็กอัจฉริยะ สอบเทียบจบมัธยมต้นก่อนเพื่อน เข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังแถวปทุมวันได้ แล้วสอบเทียบ ไปเรียนมหาวิทยาลัยข้างๆได้ตั้งแต่อายุ 15-16 ปี เท่านั้นเอง สุดท้าย ก็มีปัญหาชีวิตตอนเติบโต ครอบครัวล่มสลาย และ ทุกวันนี้ก็ดิ้นรนขวนขวายเอาตัวรอด ติดกับอดีตที่ค้ำคอ จมไม่เป็น กลายเป็นคนมีปัญหาทางบุคลิกภาพ ติดอ่าง(พูดติดอ่าง)  สิ่งเดียวที่สร้างความมั่นใจคือ สินค้าแบรนด์เนม การไปคาเฟ่หรู และ โอมากาเสะร้านดังที่ต้องจองคิวยาวนาน



จุดเปลี่ยนของผม คือการไปเรียนและทำงานต่างประเทศเมื่อ 30 ปีก่อน

จากครอบครัวคนไทย ชนชั้นกลาง ไม่เน้นเล่นกีฬาเลยสักอย่าง ไม่เน้นออกกำลังกาย กีฬาคือการเปิดทีวีเชียร์บอลไทย เชียร์ซีเกมส์ ดูเขาทรายป้องกันแชมป์ การออกกำลังกายคือการเตะบอลโกลรองเท้าแตะแถวบ้านกับเด็กแถวบ้าน

ผมได้มีเจ้านาย ที่วันหยุด เค้าชวนไปเล่นฮ็อคกี้น้ำแข็ง โดยที่ ที่บ้านมีรองเท้าสเก็ตเกือบครบเบอร์เอาไว้ให้แขก แถมลูกทั้งสามคน ก็เป็นนักกีฬาฮ็อคกี้ ทำสโมสรเล็กๆกับเพื่อนๆ พ่อแม่ ลงเงินกันเช่าสนามจัดแข่ง ส่งทีมไปแข่งทัวร์นาเมนท์เป็นลีกของเด็ก
ผมสงสัย ถามเจ้านายว่า จะให้ลูกเป็นนักกีฬาหรือ จึงลงทุนขนาดนี้ คำตอบคือ
"ทำไมคิดอย่างนั้น?" คำอธิบายของเค้า เปลี่ยนดลกของผมไป

บ้านเรา มองว่า การทุ่มเท จริงจังกับกีฬา ทำกันได้กับคนที่อยากได้ลูกเป็นนักกีฬา อยากให้ตีแบดเก่งๆ ตีเทนนิสเก่ง เตะเทควันโดเก่งๆ เอาอย่างฮีโร่เหรียญซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ โอลิมปิก

สำหรับสังคมฝรั่งที่ผมพบเจอ กีฬา ก็แค่เกมส์ เล่นเพื่อนความสนุก บันเทิงของเรา ของคนดู ชอบก็ลงไปแข่ง ไปเล่น ก็แค่นั้น ลงทุน ลงเวลา สิ่งที่ได้มา ไม่ใช่แค่อาชีพหรือรายได้เพื่อความเป็นอยู่ปากท้อง พูดง่ายๆคือ เค้ามอง ไกลกว่าแค่ ปากท้องไปแล้ว
แม้ว่าผมจะเล่นสเก็ตห่วยกว่าลูกเจ้านาย 9 ขวบ ที่มันคล่องปร๋อบนน้ำแข็ง ล้มลุกคลุกคลานให้เด็กมันสอน แต่ ผมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบนั้นมาได้

หน้าร้อน ก็มีทีมซ็อคเกอร์ ไปเข้าสโมสรชุมชนเล็กๆ ลูกๆลงไปเตะในสนาม ซึ่งพ่อๆก็เตะบอลเล่นกัน อันนี้ บอกเลยว่า มะกันมาเถอะ ยังไง เด็กไทยบอลโกลหนูอย่างเราก็ยังเล่นกับเค้าได้

ไม่แค่นั้นครับ เจ้านายยังลากผมไป ตีกอล์ฟ พายเรือคายักในทะเลสาบ ไปนั่งตกปลา ทั้งหน้าร้อน และหน้าหนาวเจาะรูนั่งตกกันกลางทะเลสาบหนาวๆ ไปเดินป่า ไปเล่นสกีครอสคันทรี่ ไปขี่จักรยานเสือภูเขา ทุกกีฬา ทุกกิจกรรม เจอกับคนหลากหลายอาชีพ ฐานะ บางคนเป็นนักแข่งจริงจังมาก บางคนมาเพื่อเข้าสังคม



เคยมีคนบอกว่า สำหรับสังคมไทย กีฬา เป็นเรื่องของ"การพนัน" คนไทย ชอบกีฬาเพราะชอบได้ ชอบเสีย ตีไก่ มวยไทย แข่งเรือ บั้งไฟ  ทุกอย่าง มีการพนันอยู่ทั้งนั้นถึงไปรอด อันที่ไม่พนัน ก็เป็นแค่กระแส มาๆไปๆ สนุกเกอร์ เทนนิส เทควันโด แบดมินตัน กระแสมาวูบแล้วก็ผ่านไป เรา ไม่ได้มีวัฒนธรรมการเล่น การชมกีฬามาแต่เดิม

สังคมไทย ยังมองไม่พ้นเรื่องกินอยู่ปากท้อง พ่อแม่ ก็ยังให้ความสำคัญกับ เกรด ผลการเรียน การสอบเข้าโรงเรียนดีๆ เพราะมันส่งผลกับชีวิต ปากท้อง ความเป็นอยู่ ยังไม่มีเวลาไปใส่ใจเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกาย และ บทเรียนชีวิต ที่จะได้จากกีฬา



หมายเหตุ * ภาพประกอบดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่